ประสบการณ์ศัลยกรรมที่เกาหลีครั้งแรกและครั้งเดียวจบ


รีวิวที่โดนสาวๆถามถึงมากที่สุด หลายคนก็คงจะรู้กันหมดแล้วหละว่าเจนไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีมา เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แห่งปีของเจนเองเลย แล้วแบบเป็นเรื่องที่ผ่านมา 6 เดือนแล้วยังไม่เลิกพูดยังไม่เลิกเล่า เพราะเป็นอะไรที่ทุกคนเห็นแล้วต้องทักถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าประทับใจทุกครั้งที่เจอ มาถึงจุดนี้ก็คงต้องจัดรีวิวแบบเต็มให้ดูแล้ว จะได้เคลียร์ให้ครบทุกคำถาม ทุกปัญหาที่หลายคนอยากรู้ 


อยากจะเริ่มต้นจากความรู้สึกของคนที่จะเริ่มทำศัยกรรมก่อนว่า อะไรเป็นที่มาที่ไปทำไมถึงคิดจะทำศัลยกรรม ตรงนี้โนดราม่าค่ะ ไม่ใช่ Let me in ฮ่าๆๆๆ ที่บ้านไม่ได้ลำบาก ไม่ได้ต้องการเข้าวงการบันเทิง ไม่เคยมีใครบอกว่าเราไม่สวย เราไม่เคยโดนเพื่อนล้อ แถมมั่นใจในหน้าเก่าเวอร์ด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าเราสวยที่สุดนะ แต่เราว่าเราสวยในแบบของเราอะ หน้าเราแปลก ไม่เหมือนใครดี สรุปเรื่องศัลยกรรมไม่ได้อยู่ในสมอง และกลัวมากด้วย ชีวิตเคยผ่านแค่เข็มโบท๊อกคือใหญ่สุดแล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่ตาเจนมีชั้นค่อนข้างเยอะคือบางวันก็ 5 ชั้น 6 ชั้น และมีความไม่เท่ากัน คือต้องการการแก้ไขให้มันปกติคน ส่วนอีกเรื่องคือจมูกที่เราโดนเพื่อนสปอยมาตั้งแต่มหาลัยตลอดว่าถ้าทำจมูกอีกนิดจะสวยนะแก มันก็ย้อนกลับมาวนเวียนในสมอง ก็เลยตัดสินใจเอาวะ ทำก็ทำทีเดียวจบๆ เจนจะให้ดูภาพหน้าก่อนทำศัลกรรมค่ะ เริ่มที่ปัญหาชั้นตาที่มีหลายชั้น 






ก่อนทำศัลยกรรม 2 สัปดาห์
พอเราคิดปุ๊ป 2 อาทิตย์ถัดมา ความโชคดีคือโรงพยาบาล MIGO ที่เกาหลี ได้ติดต่อมาพอดีเหมือนมีญาณทิพย์ไปบอกอ่า ว่าเจนคิดจะทำศัลยกรรม ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก เจนตัดสินใจหาข้อมูลโรงพยาบาลเยอะมากเพือความแน่ใจทั้งหาข้อมูลคุณหมอและสอบถามจากคนเกาหลีโดยตรงว่าโรงพยาบาลนี้มีอยู่จริงมั้ย คุณหมอมีชื่อเสียงหรือป่าว ที่สำคัญเคยมีเคสไม่ดีเกิดขึ้นที่นี่มั้ย ซึ่งคำตอบคือออกมาในทิศทางที่ดีมากแบบสรุปให้ฟังเลยคือ MIGO เป็นโรงพลาบาลศัลยกรรมที่อยู่ในย่านกังนัม แถวอัพกูจอง แล้วก็มีคุณหมอ 3 คนเป็นเจ้าของโรงบาลเอง ซึ่งคุณหมอทั้ง 3 คนก็เป็นอาจารย์แพทย์ที่สอนในมหาวิทยาลัยจริงจัง และเป็นวิทยากรบรรยายต่างๆ พร้อมกับผลงานทางทีวีมากมาย รวมไปถึงการเป็นเบื้องหน้าและเบื้องหลังรายการ Let me in korea อีกด้วย







วันแรก ปรึกษา
พอเราแน่ใจแล้วว่าที่นี่เวิร์ก เราก็ทำการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักบินไปเกาหลีทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลา 2 อาทิตย์ เมื่อเราถึงเกาหลีแล้ว วันแรกเลยเราแวะเข้าไปที่โรงพยาบาลเพื่อปรึกษาคุณหมอเลยว่า หน้าขอเราทำออกมาจะเป็นทิศทางไหน ซึงบรรยากาศแรกที่เข้าไปถึงโรงพยาบาลตรงนี้บอกเลยว่ามีพี่ฟ้าที่เป็นฝ่ายการตลาดสำหรับคนไทยดูแลเราตลอดนะคะ บรรยากาศไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยกันเองกันสุดๆเพราะเราพูดไทยกัน สงสัยอะไรถามไปเลยไม่ต้องกลัว หมอก็ตอบแบบไม่กั๊กทุกเรื่องเลย ซึ่งเราเข้าปรึกษาหมอคังก่อนซึ่งเป็นหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องจมูกและโครงหน้า



รายการจมูก
1.ปลูกถ่ายกระดูกอ่อนหลังหู
2.เสริมซิลิโคนเป็นสะพานเชื่อม

ปรับเพิ่มมิติและโครงหน้า
1. ฉีดไขมันหน้าผาก 
2. ฉีดฟิลเลอร์โหนกแก้ม และร่องแก้ม
3. โบท็อกซ์กรามและกรอบหน้า


หลังจากนั้นก็พบกับคุณหมอโค เชี่ยวชาญเรื่องการทำตา สรุปว่าสิ่งที่เราต้องทำคือ

รายการตา
1.เย็บตา2ชั้นจากด้านใน
2.เย็บเบิ่งกล้ามเนื้อตา
3.เปิดหัวตา
4.จัดเรียงชั้นถุงไขมันใต้ตา (Dark Circle)

ซึ่งโจทย์ที่เราเน้นย้ำคุณหมอตลอดคือเราไม่อยากเปลี่ยนเป็นคนละคน เราอยากเป็นคนเดิมที่สวยขึ้น ไม่อยากเป็นตุ๊กตายาง หน้าโคลนนิ่งต่างๆ อย่างที่หลายคนสบประมาทการศัลยกรรมเกาหลีไว้ เราไม่มีแม้แต่รูปดาราไอดอลหรือตัวอย่างหน้าที่เราอยากได้ไปให้หมอดูเพราะเราไม่อยากหน้าเหมือนใครจริงๆ พร้อมกับบอกหมอเลยว่าเราไว้ใจเค้ามากๆ เชื่อว่าคุณหมอดูออกว่าจะทำให้เราสวยที่สุดได้แน่นอน 


วันที่ 2 เช็คร่างกาย ตรวจเลือด
เราเข้าไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อตรวจเลือดว่าไม่มีปัญหาอะไรหรือโรคอะไรที่จะทำให้เราผ่าตัดไม่ได้ พร้อมกับเอกซเรย์ร่างกายทุกอย่างหลังจากวันนี้เราก็ไปเที่ยวชอปปิ้งเต็มที่ กินทุกอย่างที่อยากกิน ใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด 5 วัน รอเวลาวันผ่าตัดจะมาถึงค่ะ



วันที่ 7 วันผ่าตัด
ก่อนวันผ่าตัดเราโดนห้ามไม่ให้กินข้าวกินน้ำก่อนผ่าตัดภายใน 12 ชั่วโมง ตรงนี้สำคัญมากๆนะห้ามละเลยเพราะมีผลกับตอนที่เราโดนยาสลบจะทำให้ร่างกายแปรปรวนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เรายอมรับเลยว่าคืนก่อนผ่าตัดเราตื่นเต้นมาก มากจนนอนไม่หลับ โดยที่เราจะต้องเข้าผ่าตอน 10 โมง แต่ตี 5 เราก็ยังนอนไม่หลับ คือเครียด กลัว ตื่นเต้น สับสน หลายอารมณ์มากแต่ก็ผ่านมาถึงเวลาผ่าตัดจนได้ ไปถึงโรงพยาบาลเปลี่ยนชุด ล้างหน้า บ้วนปาก เราก็เจอคุณหมอมาขีดๆมาร์คจุดผ่าต่างๆที่หน้า 



ทีนี้ขึ้นเขียงเลยค่ะ เริ่มจากการทำตาก่อนโดยหมอโค ตรงนี้บอกเลยว่าทำตาไม่โดนยาสลบนะเรามีสติทุกอย่างเพียงแค่โดนยาชาที่ตา เพราะคุณหมอจำเป็นต้องทำไปพร้อมกับให้เราเปิดปิดตาให้ดูไปด้วยตลอดเวลาเพื่อความเท่ากันเป๊ะๆ จะบอกเลยว่าตรงนี้ไม่รู้สึกเจ็บอะไรใดใดเลย แค่รู้สึกว่าหมอทำอะไรกับตาเราตลอดเวลา ดึงๆ ตึงๆ ยุกยิก อะไรแบบนี้ ใช้เวลาตรงนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง 

พอเสร็จจากตาเราก็นอนพักประมาณ 30 นาที แล้วก็เริ่มเข้าสู่การดูดไขมัน โดยดูดทางต้นขาด้านหลัง ก็โดนจับให้นอนคว่ำ ฉีดยาชา ยังไม่สลบอีกแล้วตรงนี้แหละที่เราตื่นเต้นที่สุดในบรรดาทุกขั้นตอนที่เจอมา  พอยาชาออกฤทธิ์คุณหมอก็เริ่มดูดไขมันออกมา เรานอนคว่ำก็ไม่ได้เห็นภาพนะ แต่รู้สึกได้ถึงความกระซวกไขมันซึ่งเสียวๆยังไงบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่เจ็บอยู่ดีด้วยยาชา พอจบจากการดูดไขมัน ทีนี่ก็เป็นการทำจมูกและฉีดไขมัน ฟิลเลอร์ โบท๊อกต่างๆ ซึ่งทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากเพราะเราสลบไป ฟีลตอนนั้นคือพยาบาลฉีดยาเข้าสายน้ำเกลือ พร้อมกับดมยาที่จมูก นับ 1 2 3 ภาพก็ตัดไปเลย

ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเพื่อนๆที่มาให้กำลังใจข้างเตียง ตอนนั้นที่หน้าเต็มไปด้วยที่ประคบเย็น ที่ไม่รู้สึกสึกเจ็บอะไรเลย อะเมซิ่งมาก ตอนแรกคิดไว้ว่าเราจะต้องงอแงมาก เจ็บปวดมาก แต่นี่คือไม่เลย ไม่เบลอ ไม่เมายาสลบด้วย แถมยังลุกไปขึ้นแท๊กซี่กลับโรงแรมได้ตามปกติ แต่ก็มีงอแงบ้างเพราะเราจะรู้สึกไม่สบายตัวต่างๆ เรามีท่อที่จมูกเป็นท่อที่เอาไว้เดรนเลือด ทำให้หายใจลำบาก และปวดช้ำตรงต้นขาเล็กน้อยจากการดูดไขมัน ทำให้ลุกนั่งยากในช่วงวันแรกๆ ประกอบกับตาเราค่อนข้างบวมช้ำจนปิดเข้าหากันทำให้มองเห็นไม่ชัด ซึ่งตรงนี้แต่ละคนจะมีอาการไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับผิวและสุขภาพของแต่ละคนด้วยนะ บางคนก็ไม่มีอาการข้างเคียงค่ะ


หลังจากวันผ่าตัดเราก็เข้าไปโรงพยาบาลทุกวันเพื่อฟอลโล่อัพกับคุณหมอ ทำทรีทเม้นท์ เช็ดแผล เลเซอร์ลดบวม ช่วง 2 - 3วันหลังผ่าตัดเราอยู่แต่ในโรงแรมค่ะ กินอาหารอ่อน+กินยาตามหมอสั่งทุกอย่าง มีงอแงบ้างบางครั้งอาการแบบกังวลเมื่อไหร่หน้าจะหาย หลังจากนั้น3 วันเพื่อนเราก็เริ่มพาออกไปชอปปิ้งเดินเล่น กินหมูย่างใช้ชีวิตตามปกติเลย โดยที่หน้าพันพลาสเตอร์เป็นมัมมี่เนี่ยแหละ ตอนแรกก็อายแต่หลังๆก็ไม่แคร์ละ เราอยู่ที่เกาหลีรวมๆ 20 วัน ก็บินกลับเมืองไทยค่ะ 


วันที่ 12 ออกงานวันแรก 
ตอนนั้นหน้าก็ยังไม่เข้าที่ดีค่ะ รอยช้ำใต้ตาก็ยังมีอยู่แต่ว่าเราเบื่อบ้านมาก อยากออกไปเจอเพื่อน อยากไปทำงานแล้วก็เลยแต่งหน้าครั้งแรกเลย ซึ่งจริงๆยังไม่ควรทำนะคะ ทางโรงพยาบาลก็ว่านิดหน่อย แต่ก็บอกว่าให้เช็ดเครื่องสำอางอย่างเบามือนะ 



วันที่ 20 ถ่ายแบบนิตยสาร LIPS ที่หน้ายังไม่หายดี
เราได้รับเลือกจากนิตยสาร LIPS ให้เป็น 100 ผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์ แต่ว่าต้องมีการถ่ายแบบลงนิตยสารด้วย ตอนนั้นหน้าเราไม่มีรอยช้ำแล้วแต่ยังบวมตุ่ยอยู่มาก ตอนนั้นเครียดมากเพราะกลัวถ่ายออกมาไม่สวยแล้วกังวลว่าจะสร้างความลำบากให้กองถ่ายเค้าไหม แต่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีค่ะ หน้าออกมาสวยมาก ต้องขอบคุณช่างแต่งหน้าด้วยที่แต่งให้ดูบวมน้อยสุด



ช่วงเดือนที่ 1 หลังทำศัยกรรม
เราออกจากบ้านไปทำงานทุกวัน หลังจากที่โรงพยาบาลเตือนมาว่าไม่อยากให้แต่งหน้าเยอะเราก็แต่งแต่งานผิวค่ะ เน้นตาน้อยๆในเดือนแรก



เดือนที่ 2 หลังทำศัลยกรรม
คำถามที่เราเจอบ่อยเรื่องจมูก เราทำเทคนิคโอเพ่นค่ะ ที่หมอเลือกใช้กระดูกอ่อนหลังหู ต้องวิเคราะห์จากหลายปัจจัย อาทิเช่น
1.คนไข้มีฐานปลายจมูกที่สูง หรือไม่ได้เตี้ยมาก 
2.กระดูกอ่อนหลังหู มีความเเข็งแรงและเพียงพอในการเสริมช่วงปลายจมูกของคนไข้คนนั้นๆ
3.ทรงจมูกที่คนไข้อยากได้ ไม่ได้โด่งมาก ไม่ได้ต้องการสูงมาก ต้องการจมูกธรรมชาติ

เคสที่จะใช้ซี่โครง คือ
1.จมูกเดิมไม่สูง แต่เนื้อปลายจมูก และฐาน สามารถรับความแข็งของกระดูกอ่อนซี่โครงได้ 
2.กระดูกอ่อนหลังหูได้ถูกใช้ในการศัลยกรรมไปหมดแล้วทั้ง2ข้าง
3.ทรงที่คนไข้อยากได้ เป็นทรงโด่งพุ่งแบบยุโรป หรือลูกครึ่ง 

ข้อดีของกระดูกอ่อนหลังหู คือ 
1.ไม่ต้องมีแผลเป็นที่ซี่โครง เพราะแผลซ่อนอยู่หลังหู และการผ่าเปิด ก็ไม่ได้ใหญ่
2.ปลายจมูกของคนไข้หลังเสริมไป จะมีความอ่อนและนุ่มกว่าซี่โครง
3.การยุบบวมของหลังหู จะไวกว่าซี่โครง 
4.ราคาของการเสริมหลังหู ถูกกว่าซี่โครงมาก
และที่คุณหมอมีท่อในจมูก เนื่องจากจะได้ช่วยให้คนไข้หายใจสะดวกขึ้น ซึ่งจะใส่ท่อให้สำหรับคนที่ผ่าตัดด้วยการใช้กระดูกอ่อนหลังหู แต่หากใช้กระดูกอ่อนซี่โครง จะใส่ท่อไม่ได้เพราะด้านในโพรงจมูกจะมีซิลิโคนดามสันจมูกไว้


 





เดือนที่ 3 หลังทำศัลยกรรม
คำถามที่เราเจอบ่อยเรื่องตาคือการผ่าตัดจัดเรียงขั้นถุงไขมันใต้ตา (Dark Circle) คือเป็นการย้ายไขมันส่วนที่มาก ไปบริเวณที่น้อย เพื่อให้ใต้ตากระชับขึ้น  ถุงใต้ตาที่ห้อยเหมือนถุงน้ำหายไป และช่วยเรื่องใต้ตาคล้ำให้ดีขึ้นด้วยค่ะ ส่วนเทคนิค มี2วิธีในการผ่านะคะ ทั้งนี้ก็แล้วแต่เคสว่าคุณหมอเห็นเหมาะสมว่าควรใช้วิธีใด มีการผ่า2แบบ
1.ผ่าจากด้านในเปลือกตาล่าง (ของเจนใช้วิธีเปิดจากด้านในนะคะ)
2.เปิดแผลจากด้านนอก ตรงขอบตาล่าง







 เดือนที่ 4 ไปเกาหลีเพื่อ Follow up และเติมไขมัน และ Seoul Fashion Week
ช่วงนั้นเรามีโอกาสไปถ่ายแบบให้กับทาง MIGO PLASTIC SURGERY ด้วยค่ะ เป็นช่วงที่รู้สึกว่าหน้าก็เข้าที่สุดๆแล้วนะ




ช่วงกลางเดือนเราบินไปเกาหลีเพื่อร่วมงาน Seoul Fashion Week 



และคราวนี้ไปหาคุณหมอเพื่อให้คุณหมอเช็คว่าทุกอย่างโอเคแล้วใช่มั้ย โดยเราก็ทำการเติมไขมันเพิ่มที่หน้าผากไปด้วยเลย ขั้นตอนก็เหมือนเดิมเพิ่มเติมคือโดนยาสลบตั้งแต่ขั้นตอนแรกเลย ตื่นมาก็คือมีหน้าผากโหนกนูนสวยงามแล้ว ทำให้หน้าดูเด็กลงทันที


คำถามที่เราเจอบ่อยเรื่องการฉีดไขมัน 
การฉีดไขมันปกติอยู่ได้ราว2-5ปี แต่ด้วยสภาพอากาศเมืองไทยไม่เหมือนเกาหลี ปัจจัยหลายอย่างทำให้ไขมันหายไว เฉลี่ยคนไทยที่ฉีดไปครบ2ครั้ง โดยฉีดครั้งแรกและมาฉีดซ้ำครั้งที่2 ก็จะอยู่ได้ประมาณ 1-2ปีค่ะ การดูดไขมันครั้งเดียวแล้วเก็บไว้ฉีดครั้งที่2ได้อีกนั้น สามารถทำได้โดยการแช่ในเครื่องเก็บรักษาอุณหภูมิและเซลล์ไขมัน แต่ที่ MIGO ไม่เลือกวิธีนั้น เนื่องจากการดูดเผื่อแล้วแช่เก็บไว้ เซลล์ดีดีของไขมันไม่สามารถอยู่ได้ครบ100%อยู่แล้วนะ ยิ่งเก็บนานเซลล์ก็ยิ่งตายไปเรื่อยๆ นำมาฉีดบนใบหน้าอีกครั้งก็ไม่เป็นผลดีกับคนไข้ และไขมันก็อยู่บนหน้าไม่นาน การดูดจากร่างกายคนไข้แล้วฉีดทันทีหลังจากปั่นแยกสารแล้วจะทำให้ได้เซลล์ไขมันที่ดีกว่า แต่ข้อเสียคือ คนไข้ก็ต้องดูดไขมันซ้ำอีกครั้งจ้ะ การฉีดไขมันบ่อยๆ ทำให้ไขมันอยู่ได้นานขึ้นอยู่แล้วนะ เพราะเราก็เติมมันอยู่เรื่อยตลอด แต่ไม่แนะนำเลย เพราะฉีดมากไป บ่อยไป ในอนาคตไขมันอาจสามารถลงมากองรวมกันตรงช่วงแก้ม กรอบหน้า ฉีดมากไป บ่อยไป มันจะดูไม่ธรรมชาติ หน้าจะดูเเข็ง ถึงจะดูเด็กขึ้นจริง แต่นานๆเข้าหน้าจะดูแข็งเหมือนตุ๊กตา ไม่สวยธรรมชาติ 



เดือนที่ 6 ปัจจุบัน
สรุปตรงนี้เลยว่าเรารู้สึกตัดสินใจไม่ผิดอย่างแรง เราประทับใจมากๆกับหน้าใหม่ที่มีแต่เสียงตอบรับที่ดีจากคนรอบข้างบอกว่าทำแล้วสวยขึ้นจริง ดีขึ้นจริง เป็นการทำศัลยกรรมที่ประสบความสำเร็จจริงๆ เราพอใจมากในหลายอย่างทั้งเรื่องของหน้าที่การงานที่มีแต่เรื่องดีดีเข้ามา ความมั่นใจก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้เราทำอะไรอย่างไม่ติดขัดเพราะคำว่าสวยทำให้เราเปลี่ยนไปในทางที่ดี สุขภาพจิตก็ดีตามไปด้วยค่ะ ที่เห็นได้ชัดอีกอย่างเรื่องการแต่งหน้าที่ง่ายขึ้นมากๆ








เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆถึงความเปลี่ยนแปลงอีกทีนะคะ







สิ่งหนึ่งที่อยากบอกกับทุกคนที่ตั้งใจจะทำศัลยกรรมว่า "จ่ายแบบไหนก็ได้เท่านั้นแหละ" ถูกและดีไม่เคยมีในโลกแห่งวงการศัลยกรรมนะคะ อันนี้เรื่องจริง แพทย์เกาหลีก็เช่นกันมีระดับค่าจ้างค่าตัวต่างกันมาก
1.แพทย์จบใหม่นักเรียนแพทย์ต้องการเวลาและประสบการณ์
2.แพทย์อาวุโสที่เก่งและทำงานร่วมกันกับ รพ.นั้นๆมาระยะยาวนาน กินเงินเดือนและส่วนแบ่ง
3.ระดับอาจารย์แพทย์อาวุโสที่คอยสอนแพทย์รุ่นใหม่ๆและเขียนหนังสือตำราเรียน ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของ รพ.และมีค่าตัวสูงที่สุด มากกว่าข้อ1และ2 (2-4เท่าตัว) 

ซึ่งแน่นอนว่าเจนก็ต้องเลือกข้อ 3 ระดับอาจารย์แพทย์เจ้าของโรงพยาบาลต้องที่ MIGO เท่านั้น 


และทำไมเจนเลือกการศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลี? คำถามนี้ตอบบ่อยมาก
1. ฝีมือแพทย์ต่างกันชัดเจน
2. ความสามารถของแพทย์ต่างกันชัดเจน
3. เทคนิคเกาหลีต่างกันชัดเจน
4. ความปลอดภัยทางการแพทย์และการป้องกันอุบัติเหตุฉุกเฉินต่างกันชัดเจน
5. ความคุ้มค่าและผลงานหลังศัลยกรรมต่างกันชัดเจน

คำถามที่เราเจอบ่อยเรื่องราคาเท่าไหร่?? 
รายการตา
1.เย็บตา 2 ชั้นจากด้านใน
2.เย็บเบิ่งกล้ามเนื้อตา
3.เปิดหัวตา
4.จัดเรียงชั้นถุงไขมันใต้ตา
ราคา 240,000฿

รายการจมูก
1.ปลูกถ่ายกระดูกอ่อนหลังหู
2.เสริมซิลิโคนเป็นสะพานเชื่อม
ราคา 230,000฿

ปรับเพิ่มมิติและโครงหน้า
ฉีดไขมันหน้าผาก ราคา 120,000฿
ฉีดฟิลเลอร์โหนกแก้ม และร่องแก้ม ราคา 80,000฿
โบท็อกซ์กรามและกรอบหน้า ราคา 45,000฿

มาถึงตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ติดตามบล็อกนี้ของเจนจนจบนะคะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์และช่วยให้สาวๆตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น หรือใครที่อยากสอบถามเพิ่มเติมกับเจนโดยตรงไลน์มาคุยได้ที่ Line : janenipa ค่ะ หรือถ้าอยากปรึกษาและจองคิวศัลยกรรม Line : migothailand2017 หรือ Fanpage : migothailand ได้เลยนะคะ

Share this:

CONVERSATION

2 ความคิดเห็น:

  1. ใต้ตาดูสดใสมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ

    ReplyDelete
  2. สวยขึ้นมากจริงๆน้องเจน ชอบจมูกที่สุด ดูเป็นธรรมชาติ และเสริมรับกับหน้าโดยรวมได้ลงตัวมากๆ

    ReplyDelete